5 วิธีแก้ ก้างปลาติดคอควรทำยังไงดีเมื่อเจอปัญหานี้

fish-bone-01-300x225แน่นอนว่าการแก้ปัญหานั้น คงจะใช้มือหยิบออกมาเฉยๆ เหมือนบาดแผลภายนอกไม่ได้แน่เพราะในลำคอนั้นเป็นส่วนลึกของร่างกาย และมีอวัยวะสำคัญต่างๆ อยู่มากมาย ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นวิธีแก้ปัญหาหลากหลายวิธีแตกต่างกันออกไป เรามาดูกันครับว่า มีวิธีไหนกันบ้าง

1. ดื่มน้ำเย็น บางครั้งการดื่มน้ำเย็นก็อาจจะช่วยให้ก้างปลาเหล่านั้นหลุดออกไปจากลำคอได้ ในกรณีที่มันปักไม่ลึก หรืออยู่ในซอกที่ไม่ซับซ้อนนัก เคล็ดลับก็คือ ในระหว่างการดื่ม ให้กลั้วคอไปมาในบริเวณที่รู้สึกเจ็บ จากนั้นก็ค่อยกลืนน้ำลงไป

2. ดื่มน้ำมะนาว เนื่องจากมะนาวนั้น มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติช่วยละลายกระดูกเล็กๆ ประเภทก้างปลาได้ แต่ต้องค่อยๆ ดื่มนะครับ แล้วค่อยๆ กลืนให้น้ำมะนาวผ่านไปยังจุดที่ก้างปานั้นปักอยู่ บางคนอาจบ่นว่าวิธีนี้ทำได้ยากเพราะน้ำมะนาวจะมีรสเปรี้ยว แนะนำให้ทาเกลือที่ขอบแก้วครับ จะช่วยให้ดื่มได้ง่ายขึ้น

3. กลืนข้าวคำโตๆ แนะนำให้เป็นข้าวเหนียวเปล่าๆปั้นเป็นก้อนกลม แล้วกินลงไปโดยห้ามเคี้ยวละเอียด เอาแค่พอจะกลืนผ่านลำคอไปได้ เมื่อข้าวเหนียวผ่านช่องลำคอไปแล้ว จะช่วยทำให้ก้างปลาที่ติดอยู่ภายในลำคอ หลุดติดข้าวเหนียวลงท้องไปได้ครับ

4. ใช้นิ้วล้วง เมื่อวิธีการที่แนะนำไปทั้งหมดข้างต้นนั้น ยังใช้ไม่ได้ผล แนะนำให้ใช้นิ้วมือพันผ้าสะอาด ล้วงเข้าไปเขี่ยในบริเวณที่รู้สึกว่ามีก้างปลาติดอยู่ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังนะครับ เพราะช่องลำคอของคนเรานั้นเต็มไปด้วยส่วนต่างๆ ที่สำคัญมากมายเลยทีเดียว หากไม่ระวังหรือนิ้วมือไม่สะอาดพออาจทำให้เกิดแผลขึ้น และตามมาด้วยอาการอักเสบภายในช่องปาก คราวนี้ทรมานกว่าเดิมแน่นอนครับ

5. หากลองทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล คงต้องไปพบแพทย์ เพราะบางครั้งก้างปลาเหล่านั้นอาจจะไปทิ่มตำในส่วนที่สำคัญ เป็นต้นว่า หลอดอาหาร โคนลิ้น ต่อมทอลซิน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นการไปหาหมอเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะหมอจะมีการรักษาที่ถูกวิธี และปลอดภัยกว่า แถมยังมีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ พร้อม เรียกว่าไปหาหมออุ่นใจที่สุดครับ

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น เป็นวิธีแก้ไขซึ่งเป็นที่นิยม และได้รับการยืนยันว่า (ส่วนใหญ่)ใช้ได้ผลกันมานักต่อนักแล้วก็ตาม แต่คงจะดีกว่านั้น หากเราระมัดระวังในการรับประทานอาหารประเภทปลา โดยตรวจดูให้ละเอียดว่าเอาก้างออกหมดแล้วหรือยังก่อนรับประทานลงไป อาการก้างปลาติดคอนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกับคุณครับ

8 ขั้นตอน วิธีรักษาและปฐมพยาบาลอาการข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลงในเบื้องต้น

foot-care-01-300x199อาการข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลงนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในระหว่างการเดินหรือวิ่งในพื้นผิวที่ไม่ราบเรียบ และเมื่อเกิดข้อเท้าพลิกขึ้นมาแล้วนั้น อาจส่งผลเสียต่ออวัยวะส่วนนั้น เช่น กระดูกอ่อน หรือเส้นเอ็นได้ไม่ยาก หากไม่รู้จักวิธีรักษาพยาบาลที่ถูกหลัก ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำถึงวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นกับผู้ป่วยที่มีอาการข้อเท้าพลิก ก่อนนำส่งถึงมือหมอกันครับ

1. อย่างแรกเลยห้ามให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวบริเวณที่เกิดการพลิกโดยเด็ดขาดเพราะ อาจมีส่วนของกระดูกแตกเกิดขึ้นได้ ดังนั้นให้หาไม้มาวางประคบแล้วใช้เชือกพันเป็นเฝือก และหากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนที่ควรใช้เปล หรือไม้เท้าขณะเดิน

2. หากอาการไม่หนักมากให้ใช้น้ำแข็งหรือผ้าเย็นประคบบริเวณที่เกิดการพลิก โดยประคบครั้งละ 20-30 นาที เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนช้าลง เพราะ ความเย็นจากน้ำแข็งและผ้าเย็นนั้นจะไปทำให้เลือดหดตัว และมีการไหลเวียนไม่สะดวก ช่วยลดอาการปวดบวมลงได้นั่นเอง

3. ห้ามใช้ยาหม่อง ครีมนวด หรือน้ำมันมวยเป็นอันขาด เพราะตัวยาจะทำให้เกิดการกระตุ้นโลหิตให้ไหลเวียน และเป็นการเพิ่มอาการบวมให้มากขึ้น นอกจากนั้นตัวยายังมีฤทธิ์แสบร้อน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บบริเวณที่พลิกมากขึ้นด้วย

4. อีกวิธีหนึ่งที่แนะนำสำหรับการลดการบวมคือ ใช้ผ้าพันบริเวณที่พลิก แต่ผ้าที่พันควรเป็นผ้ายืดและไม่พันแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เลือดไปคั่งอยู่บริเวณปลายเท้า และบวมหนักขึ้นกว่าเดิม

5. ยกเท้าให้สูงเข้าไว้ หรือหาเก้าอี้มาหนุนขาให้สูงขึ้น เพื่อลดอัตราการหล่อเลี้ยงของเลือดไม่ให้เข้าไปยังบริเวณที่บวมได้สะดวก ขณะที่ผู้ป่วยนอนก็ควรหาหมอนหรือท่อนไม้มาหนุนขาข้างที่มีอาการให้สูงกว่าระดับหัวใจ

6. หากผู้ป่วยมีอาการปวดมาก สามารถให้รับประทานยาแก้ปวดได้ แต่ไม่ควรให้รับประทานมาก หรือติดต่อกัน

7. หากผู้ป่วยพ้นระยะ 48 ชั่วโมงไปแล้วให้ใช้วิธีใช้ถุงน้ำร้อนประคบ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต หรืออาจใช้สลับกับการประคบเย็นด้วยก็ได้

8. หากมีอาการปวดหรือบวมมาก ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะอาจมีอาการของกระดูกแตกร่วมด้วย

โดยมากหากอาการที่เกิดขึ้นไม่ร้ายแรงหรือเจ็บปวดนัก จะหายไปได้เองในระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่เพื่อความแน่ใจว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก แนะนำว่าเมื่อเกิดอาการขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและทำการรักษาจะดีกว่า เพราะหากมารักษากันเองอย่างไม่ถูกวิธีแล้ว อาจจะส่งผลให้ข้อเท้าข้างนั้นหายช้า หรืออาจพิการไปเลยก็ได้ครับ

สาเหตุของการเกิดดินเค็ม มีวิธีแก้ปัญหาดินเค็มอย่างไรบ้าง

tree-soil-01-300x197หากคุณมีหน้าที่ในการทำงานเกี่ยวกับด้านการเกษตร อาจจะต้องเจอกับภาวะที่เกี่ยวกับดิน ซึ่งอาจจะทำให้การเกษตรของคุณไม่ราบรื่นมากนัก อย่างเช่นการเจอสภาพของดินเค็ม ดินเค็มหรือ Saline Soil เกิดจากดินที่มีปริมาณของเกลือที่ทำละลายอยู่ในสารละลายดินมากจนเกินไป จะทำให้พืชที่ปลูกอยู่ในดินเค็มเจอกับภาวะการขาดน้ำ และมีการสะสมอิออนที่ทำให้พืชเป็นพิษมากขึ้น ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของคุณตายเร็วขึ้น

บางครั้งดินเค็มก็เกิดขึ้นได้ตามสภาพพื้นที่ตามภาคต่างๆของประเทศไทย โดยเฉพาะทางแถบที่มีพื้นที่ติดกับปากอ่าวที่เป็นน้ำเค็ม ก็มีสิทธิ์ที่จะต้องเจอกับสภาพของดินเค็มได้ แต่หากเป็นภาคกลาง เรามีโอกาสจะเจอกับดินเค็มที่มีผลกระทบมาจากพื้นที่ที่เป็นน้ำกร่อย ด้วยน้ำกร่อยที่ไหลไปใต้ดิน เมื่อน้ำใต้ดินไหลผ่านแหล่งเกลือและเข้าไปยังจุดที่เป็นดินปกติ ทำให้ดินโซนนั้นกลายเป็นดินเค็มได้

ส่วนสาเหตุการแพร่กระจายของดินเค็ม เนื่องจากว่า เกลือนั้นเป็นสารที่ทำละลายได้ดี ดังนั้นเมื่อเกลือโดนน้ำที่เป็นตัวนำสำคัญไปยังจุดต่างๆในพื้นที่ที่น้ำสามารถไหลเซาะเข้าไปทางใต้ดินได้เรื่อยๆ นั่นก็เลยกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ดินกลายเป็นดินเค็ม อีกทั้งยังแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วยครับ และยังมีสาเหตุอีกอย่างก็คือการผุกร่อนของหินที่มีการอมเกลืออยู่ เมื่อมันสลายตัว เกลือก็จะไปผสมปนอยู่กับน้ำที่ไหลผ่าน โดยอาจจะซึมลงไปใต้ดิน และระเหยขึ้นไปยังชั้นบนของหน้าดินได้ด้วยกระบวนการทางแสงอาทิตย์ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดดินเค็มได้

และอีกแบบหนึ่งก็คือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่มีการริเริ่มการทำนาเกลือขึ้นมา นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดดินเค็มอีกเช่นกัน

ต่อไปเราจะมาดูแนวทางการป้องกันปัญหาของดินเค็มกันว่ามีกระบวนการทำงานที่สามารถป้องกันได้โดยวิธีใดบ้าง

หากเป็นในด้านทางวิศวกรรม เราสามารถที่จะออกแบบแนวทางการป้องกันการไหลของน้ำใต้ดินให้เป็นไปในทางธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติกับน้ำใต้ดินให้มากที่สุด เพื่อที่น้ำใต้ดินจะได้ไม่ไหลนำพาเกลือไปยังดินจุดต่างๆ ได้

แต่หากเป็นในทางชีววิทยา เราสามารถทำการสร้างพื้นที่รับน้ำที่เป็นการปลูกไม้ยืนต้นที่มีรากลึกลงไป และมีอัตราการโตที่เร็วกว่าต้นไม้ทั่วไป เพื่อให้เกิดความสมดุลในการใช้น้ำและน้ำใต้ดิน สามารถช่วยลดการเกิดของดินเค็มได้ เพราะมีจุดนี้คอยดูดซับอยู่แทนนั่นเอง

5 เคล็ดลับ วิธีสร้างความสุขให้กับตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขในทุกๆวัน

life-happy-01-300x199แน่นอนว่าเมื่อเราเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ล้วนต้องแสวงหาสิ่งที่เรียกกันว่า ความสุข หรือความอิ่มเอิบใจกันแทบทุกคนเพราะ คงไม่มีใครที่ชอบความทุกข์ หรือทรมานใจเป็นแน่ สำหรับชีวิตที่มีความสุขเป็นอย่างไรนั้น ตรงนี้ยากจะบอกได้เพราะแต่ละคนมีมาตรฐานความพึงพอใจอันจะนำมาซึ่งความสุขแตกต่างกัน บางคนมีพอใจกับการมีเงินมาก บางคนมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายก็ว่ากันไปครับ แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีการเสริมสร้างความสุขให้กับชีวิตของตนเอง วันนี้ผมมีข้อแนะนำง่ายๆ มาฝากกันครับ
1. รู้จักการมองคนอื่นในแง่ดี มองโลกในแง่ที่สวยงาม เป็นการฝึกตนแบบง่ายๆ อย่างหนึ่ง หลักๆ ก็คือการที่เรามองคนอื่นด้วยสายตาแห่งความสุข ปราศจากการโกรธ เกลียด หรือวาดระแวง แค่นี้ก็จะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีความสุขขึ้นมาได้ รวมถึงการฝึกให้ตนเองนั้นมองโลกอย่างง่ายๆ ไม่มองโลกในแง่ที่ร้ายเกินไป

2. ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หมายถึง การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข อย่าไปกังวลถึงอดีตหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ดังนั้นจึงควรที่จะมีชีวิตในวันนี้อย่างมีความสุข และทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แล้วอนาคตที่ดีก็จะมาหาเราเองครับ

3. มีความหวัง แน่นอนว่าความหวังนั้นเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของมนุษย์ ทำให้เกิดความมุมานะ ความเพียรพยายาม ดังนั้นคนเราจึงจำเป็นต้องมีความหวังอยู่เสมอ แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่กับความยากลำบากเพียงใด จงคิดและทำทุกอย่างในวันนี้อย่างเต็มที่ และมีความหวังอยู่เสมอ อนึ่งการมีความหวังอยู่เสมอทำให้ชีวิตนั้นมีความสุขได้เช่นเดียวกัน

4. มองตนเองว่ามีค่า ห้ามคิดว่าชีวิตของเรานั้นไม่มีค่าสำหรับใคร เพราะความจริงแล้วเรานั้นมีค่ากับคนที่รักเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิท ดังนั้นเมื่อเกิดความรู้สึกไม่ดี เสียใจ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปยึดติดกับมัน ปล่อยให้ผ่านไป และคิดอยู่เสมอว่าชีวิตเรามีค่ามากกว่าที่จะต้องไปจมปลักอยู่กับมัน

5. รู้จักการให้ การให้ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ หรือของมีค่า แต่หมายถึงของที่ประมาณค่าไม่ได้ เช่นน้ำใจด้วยเช่นกัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นเป็นวิธีการเสริมสร้างความสุขทางใจอย่างหนึ่ง และให้เราคิดเสมอว่าการให้นั้นมักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ทั้งผู้ให้และผู้รับ แค่นี้เราก็จะมีความสุขแล้วครับ

จะเห็นความสุขเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดล้วนๆ และกระบวนการเสริมสร้างความสุขนั้นไม่จำเป็นต้องมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องให้วุ่นวาย เพียงแค่เราคิดดี ทำดี มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดี และมีความหวัง มีกำลังใจอยู่เสมอ เท่านี้ชีวิตของเราก็จะไม่ห่างไกลจากคำว่าความสุขแล้วครับ

กระบวนการเกิดหินงอก หินย้อย เกิดจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

stalactites-begin-01-300x225หินงอกหินย้อย คือปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งที่เกิดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายๆ พันหรือหมื่นปี ซึ่งส่วนใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นในถ้ำหินปูน เพราะมีความชื้นอันเป็นปัจจัยของการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ประเภทนี้ ลักษณะของหินงอกหินย้อยนั้น เป็นหินที่ยื่นหรือหยดเข้าหากันคล้ายกับเป็นของเหลว โดยมากเราเรียกหินที่หยดลงมาจากด้านบนว่าหินย้อย และเรียกหินที่ยื่นขึ้นไปจากทางด้านล่างว่าหินงอก ซึ่งกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เกิดสภาพนี้นั้นสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้
1. หินงอกหินย้อยเกิดจากความชื้นต่างๆ ที่สะสมอยู่ในดิ้น คือเมื่อปลายยุคน้ำแข็ง หิมะเริ่มละลายตัว และความชื้นต่างๆ ก็ไหลมาสะสมในดิน หรือช่องว่างระหว่างดิน กลายเป็นธารน้ำใต้ดิน

2. เมื่อน้ำใต้ดินนั้นรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดกระบวนการสึกกร่อน และเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ซึ่งเป็นกรดอ่อนชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อหินปูนนั้นเจอกับกรดคาร์บอนิกที่สามารถกัดกร่อนหินปูนได้นั้น ก็จะทำให้เกิดช่องว่างขึ้น เล็กบ้างใหญ่บ้าง ซึ่งเราเรียกช่องว่างที่เกิดขึ้นใหม่นี้ว่า ถ้ำ

3. หินย้อย เกิดได้จากกระบวนการเหล่านี้เอง คือกล่าวกันได้ว่า หินย้อยคือหินปูนที่ จับตัวกันเป็นแท่งหรือแผ่นย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ ซึ่งเมื่อมีน้ำที่มีหินปูนสะสมอยู่หยดลงมาตามรอยแตกหรือรอยแยก ซึ่งเมื่อน้ำนั้นสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ก็จะทำให้เกิดสารประกอบประเภทคาร์บอเนต จากนั้นเมื่อเกิดการสะสมตัวพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดเป็นแท่งหินที่ย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ โดยมากมักมีลักษณะกลวงด้านใน

4. หินงอก เป็นกระบวนการที่คล้ายกันก็คือ เกิดจากน้ำที่มีหินปูนสะสมอยู่ที่หยดลงมาจากเพดานถ้ำ สู่ชั้นหินเบื้องล่าง ความที่น้ำนั้นมีตะกอนหินปูนอยู่มาก เมื่อเกิดการสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ไปจึงทำให้เกิดสะสมเป็นแท่ง ยื่นไปในอากาศสูงจากพื้นถ้ำ ซึ่งกระบวนการเกิดหินงอกหินย้อยนี้มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นเมื่อเกิดหินย้อยแล้วต้องมีหินงอกด้วย (ยกเว้นถ้ำที่ไม่มีพื้น) และเมื่อมีหินงอกต้องมีหินย้อยด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเที่ยวชมถ้ำหินงอกหินย้อยนั้น ในประเทศไทยก็มีอยู่หลายที่ พบได้บ่อยทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่นถ้ำละว้า จ. กาญจนบุรี , ถ้ำดาวดึงส์ อ. ไทรโยค กาญจนบุรี , ถ้ำหินงอกวัดถ้ำสุมโน จ. พัทลุง เป็นต้น ซึ่งถ้ำทั้งสามผู้เขียนเคยได้ไปเยี่ยมชมมาแล้ว นับว่าสวยงาม และให้ความรู้เรื่องหินงอกหินย้อยได้ดีมากๆ ครับ เพราะเราจะสามารถมองภาพ และจินตนาการการเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

เทคนิคการเล่นหวยอย่างเซียน ซื้อหวยอย่างไรให้ถูกทุกงวด

lottery-luck-01-275x300“หวย” เป็นเสี่ยงทายประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ซื้อนั้นจะต้องทำการซื้อสลากหรือตัวเลขมาชุดหนึ่ง จากนั้นเจ้ามือจะทำการสุ่มจับตัวเลขขึ้นมา หากตัวเลขที่จับขึ้นมานั้นตรงกับที่อยู่ในมือของผู้ซื้อ ก็จะได้รางวัล เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันนี้หวยในประเทศไทยนั้นมีอยู่เพียงแบบเดียวคือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนั้นหากเป็นการซื้อโพยหรือเลขท้ายหวยกัน จะเรียกว่าเป็นหวยใต้ดิน แต่ก็ยังมีคนเล่นกันมาก เพราะเป็นทางลัดสู่ความร่ำรวยได้รวดเร็ว (แต่ไม่ค่อยมีใครรวยเพราะหวยหรอก) วันนี้เราจะมานำเสนอวิธีการเล่นหวยอย่างเซียนกันครับ

1. ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจและยอมรับก่อนว่า ไม่มีใครคนไหนในโลกที่จะถูกหวยทุกงวด หากมีคนบอกว่าทำได้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อน ว่าเป็นเรื่องเหลวไหล หรือโกหกเพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง เพราะหวยนั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของโชคหรือลาภมากกว่าจะมากำหนดหรือกะเกณฑ์ได้

2. ดูว่าเรามีเงินทุนเท่าไหร่ แล้วลงมือแบ่งทุนนั้นออกเป็น 3 ส่วน เช่น มีเงินอยู่ 3 หมื่นบาทควรลงทุนกับหวยไม่เกิน 1 หมื่นบาท เผื่อเอาไว้จะได้ไม่เจ็บมากครับ เพราะอย่างที่บอกว่า ไม่มีใครที่จะโชคดีถูกหวยได้ทุกงวดหรอก

3. ห้ามลงทุนซื้อหวยน้อยชุด ควรกระจายซื้อให้มากชุดที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายโอกาสที่จะถูกมากขึ้นนั่นเอง โดยหลักการซื้อหวยนั้นควรถามใจตนเองก่อนว่า กล้าได้กล้าเสียแค่ไหน ถ้าซื้อมาแล้วโดนกินจะท้อหรือไม่ ข้อนี้เน้นเรื่องการวัดใจครับ ถ้าคิดว่าใจไม่ถึงอย่ามาเล่นหวย

4. โดยมากสูตรการซื้อหวยตามที่ที่เซียนหวยบอกจะซื้อที่ 16 ชุด 25 ชุด และ 40 ชุด โดยการเลือกซื้อเลขนั้นให้เลือกได้ตามใจชอบ จะตีความตามฝัน ทะเบียนรถพ่อแม่ วันเกิดลูกก็ได้ บอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องอขงโชคลาภและการเสี่ยงดวง ถ้าเรามีดวงจะถูก มันต้องถูกสิน่า

5. ไม่ควรซื้อหวยแบบทวีคูณ เพราะนั่นคือ ทางขาดทุนดีๆ นี่เองเสี่ยงต่อการหมดตัวสูงมาก และอย่าไปคิดว่าการซื้อหวยนั้นจะทำให้คุณสามารถรวยได้แบบข้ามคืน เพราะคนที่คิดแบบนี้เจ๊งมาไม่รู้กี่ราย

ตัวอย่างจากเซียนหวย ตัวอย่าง หวย 40 ชุด ลงทุน 9,000 บาท ต้องมีทุน 3 เท่าคือ 27,000 (เริ่มต้นควรฝึกจาก 90 หรือ 900 บาทก่อนครับ 10 งวดผ่านแล้วค่อยลุย) เล่นหวยรอบแรก ลงทุน 40 ตัวๆละ 300 บาท เป็นเงิน 12,000 บาท หัก 25% 3,000 บาท จ่าย 9,000 บาท ถูก 300 บาทคูณ 70 ได้เงิน 21000 กำไร 12000 บาท

ก็อย่างที่บอกนะครับว่าไม่มีใครคนไหนในโลกที่จะถูกหวยทุกงวด สู้ตั้งใจทำมาหากินสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนยังจะดีซะกว่า ดังนั้นหากตอนนี้ใครเลิกได้ก็เลิกเถอะ แต่ถ้าใครคิดว่าไม่สามารถเลิกได้ ก็ให้เอาสูตรนี้ไปใช้ดู อาจช่วยคุณได้บ้าง ขอให้โชคดีครับ

วิธีสังเกต งูเหลือมกับงูหลามต่างกันอย่างไร เทคนิคแยกชนิดงูแบบง่ายๆ

python-observe-01-300x225ถ้าให้เอ่ยชื่องูที่ไม่มีพิษ ลำตัวโตใหญ่ยาวขึ้นมาสักชนิด หลายคนคงแย่งกันตอบ ว่างูเหลือมหรือไม่ก็งูหลาม เป็นแน่แท้ ซึ่งถ้าหากถามต่อไปอีกว่า งูเหลือมกับงูหลามมีลักษณะที่ต่างกันอย่างไร ทีนี้ก็จะเริ่มส่ายหน้าเกาหัวกันแล้วใช่ไหมครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับงูสองชนิดนี้มีไม่ค่อยเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นเรื่องงู จะเน้นไปที่งูมีพิษ พวกงูเห่า งูจงอางซะมากกว่า ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเล่ากันครับ ว่างูเหลือมกับงูหลามนั้น แท้ที่จริงแล้วต่างกันหรือไม่ หรือว่าเป็นงูชนิดเดียวกัน
1. ชื่อสามัญและชื่อทางวิทยาศาสตร์ของทั้งเจ้าเหลือมและเจ้าหลามนั้นต่างกัน โดยงูเหลือมนั้นมีชื่อสามัญว่าReticulated Python และชื่อในทางวิทยาศาสตร์คือ Python Reticulatus ส่วนเจ้าหลามนั้นมีชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Indian Python , Python Molurus ตามลำดับ

2. งูหลามนั้นมีลำตัวที่ใหญ่กว่างูเหลือม แต่มีความยาวน้อยกว่า โดยงูหลามนั้นมีความยาวอยู่ที่ 1-3 เมตร ส่วนงูเหลือมนั้นยาว 1-5 เมตร

3. ข้อนี้เป็นวิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดครับ เพราะหัวของงูหลามนั้นดูคล้ายหัวลูกศรสีขาว แต่หัวของเจ้าเหลือมจะเป็นหัว ลูกศรเหมือนกันแต่สีจะออกดำ ซึ่งเมื่อจะสังเกตงูประเภทนี้ให้มองที่หัวก่อนเป็นอันดับแรกครับ

4. งูหลามมีนิสัยที่ไม่ดุร้ายเท่างูเหลือม และมักจะออกล่าเหยื่อบนบก ต่างกับเจ้าเหลือมที่ดุร้ายและจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูของมันทันที มันสามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่หากินอยู่ในน้ำ ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นงูเหลือม

5. หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่บริเวณภาคใต้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะถิ่นกำเนิดของงูหลามนั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณภาคใต้ แต่จะพบมันได้ในภาคอื่นๆของประเทศไทย อินเดียตอนล่างและพม่า ส่วนเจ้าเหลือมนั้นพบได้ทั่วไป

6. ปกติแล้วงูหลามจะไม่หากินในน้ำ ต่างจากงูเหลือมที่สามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ

7. ระยะเวลาการฟักไข่ที่ต่างกัน โดยเจ้าหลามนั้นจะใช้เวลาฟักไข่ 2 เดือน แต่เจ้าเหลือมจะใช้เวลาฟักไข่ 3 เดือน

8. หากพบเห็นงูประเภทนี้บนต้นไม้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะนิสัยของงูหลามนั้นไม่ชอบหากินบนต้นไม้ หรือปีนต้นไม้ รวมไปถึงไม่ชอบการหากินในน้ำ ต่างจากงูเหลือมที่ชอบทั้งขึ้นต้นไม้และชอบหากินในน้ำ
แม้ว่างูทั้งสองประเภทนั้น เป็นงูที่ไม่มีพิษ แต่อย่าเข้าใกล้เชียวนะครับ เพราะมันมีอันตรายในเรื่องของการรัดเหยื่อ ซึ่งเมื่อมันรัดเข้ากับตัวแล้วนั้นอาจทำให้เกิดอาการกระดูกหักหรือเสียชีวิตได้เลย หากไม่มีคนมาช่วยได้ทันท่วงที ดังนั้นเมื่อเห็นงูเหลือมหรืองูหลามที่ไหนก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงหรือไม่เข้าใกล้ระยะกระโจนของมันจะดีกว่า

เคล็ดลับ คนอ้วนแต่งตัวอย่างไรให้ดูดี เหมาะสมกับรูปร่างและสัดส่วน

fat-clothes-01-300x200ปัญหาเรื่องอ้วน เป็นปัญหาระดับชาติกันเลยทีเดียวสำหรับหนุ่มสาวที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสรีระร่างกายที่พุงจะล้นเกินกว่าที่จะใส่เสื้อผ้าแบบธรรมดาได้ บางคนก็มีอาการจิตตกที่ว่าเกิดอาการกลัวในเวลาที่จะหาเสื้อผ้าใส่ บ้างก็กลัวว่าจะใส่เสื้อผ้าไมได้ บ้างก็กลัวว่าใส่เสื้อผ้าลายแบบนี้แล้วจะไม่สวย อาจจะไม่เหมาะกับรูปร่าง แต่หากลองอ่านเทคนิคการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง แม้ว่าคุณจะมีรูปร่างที่อ้วนแค่ไหนก็สามารถใส่แล้วดูดีได้เช่นกัน
สำหรับผู้ชายที่มีรูปร่างอ้วน

คุณผู้ชายทั้งหลายที่มีรูปร่างอ้วนท้วม หากท่านได้ลองแต่งกายด้วยเสื้อผ้าลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำให้รูปร่างของคุณดูเพรียวลงเหมือนกัน นั่นก็คือ

1. เสื้อยืดหรือเสื้อที่มีสีของผ้าเป็นสีเข้มอย่างเช่นสีน้ำตาล , สีดำ หรือสีกรมท่า โทนสีเหล่านี้จะสามารถช่วยพรางรูปร่างของคุณให้ดูผอมลงได้ และยังสามารถช่วยเสริมให้บุคลิกของคุณดูสมาร์ท ดูสุขุมและเคร่งขรึมไปในตัวได้อีกด้วย

2. ใส่เสื้อเชิ้ตแบบที่มีกระดุมหรือเสื้อประเภทคอวี จะช่วยให้คุณดูผอมได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเสื้อประเภทที่มีลายสกรีนเยอะๆนะครับ

สำหรับผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วน

คุณผู้หญิงนี่ก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตัวของผู้หญิงอ้วนจะมีมากกว่าผู้ชาย และนี่คือแนวทางการแต่งตัวสำหรับคุณผู้หญิงครับ

1. ชุดแซกหรือชุดเดรส ในสมัยปัจจุบันก็มีการผลิตมาให้เหมาะสมกับรูปร่างของคนที่อ้วนและอยากจะสวมใส่แล้วครับ แต่อยากแนะนำให้ลองหาชุดแซกแบบทรง A มาใส่ จะช่วยอำพรางรูปร่างได้ดีทีเดียว

2. ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ไม่ควรเลือกเสื้อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัว เพราะจะทำให้รูปร่างดูโปร่งและใหญ่ขึ้น

งูสวัดเกิดจากสาเหตุอะไร ติดต่อทางไหน แนวทางการรักษา

Herpes-zoster-02-300x211โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยในประเทศไทย ซึ่งโรคนี้นั้นเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า วาริเซลล่า ซอสเตอร์ ไวรัส เป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสนั่นแหละ ดังนั้นอาการของงูสวัดจึงคล้ายกับอาการของโรคอีสุกอีใสมากเลยทีเดียว คือมีตุ่มใสๆ มีหนองข้างในขึ้นทั่วบริเวณร่างกาย แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ การที่เราจะเป็นโรคงูสวัดได้นั้น ต้องผ่านการเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน สำหรับอาการของโรคงูสวัดนั้นเป็นอย่างไร เรามาดูกันค่ะ

1. อย่างที่บอกว่าเมื่อเราได้รับเชื้อ วาริเซลล่า ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella Zoster Virus) เข้ามาสู่ร่างกายครั้งแรกนั้น มักจะทำให้เกิดอาการตัวร้อน มีผื่นและตุ่มหนองขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งก็คือโรคอีสุกอีใสนั่นเอง และเมื่อหายจากโรคนี้แล้วเราจะไม่เป็นโรคอีสุกอีใสนี้อีกเลยตลอดชีวิต แต่จะเป็นโรคงูสวัดแทน เพราะเชื้อไวรัสต้นเหตุนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจากร่างกายของเรา แต่หลบมุมอยู่ภายในระบบประสาท และไม่สามารถออกฤทธิ์ได้หากภูมิคุ้มกันของเรายังแข็งแรง ดังนั้นหนึ่งในวิธีป้องกันโรคงูสวัดที่ได้ผลดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเอาไว้อยู่ตลอดเวลานั่นเองค่ะ

2. เริ่มแรกนั้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนโดยหาสาเหตุไม่ได้ เนื่องจากไวรัส วาริเซลล่า ซอสเตอร์ ไวรัสที่ซ่อนตัวอยู่ในระบบประสาทนี้ สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้จนเกิดเป็นอาการติดเชื้อ ทำให้เส้นประสารทเกิดการแสบร้อนหรือปวดจี๊ดๆ

3. หลังจากเกิดอาการปวดแสบมาได้ประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ ออกผื่นสีแดง และมีน้ำอยู่ข้างใน เรียงกันตามแนวเส้นประสาททั่วร่างกาย ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อโรคงูสวัด เพราะมันมีลักษณะยาวคล้ายงู ส่วนใหญ่มักจะปรากฏตามแขน ขา หรือเอว ซึ่งเมื่อเกิดเป็นตุ่มหนองแล้ว มักจะแตกออกและตกสะเก็ดหายไปได้ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

4. เมื่ออาการภายนอกหายหมดแล้ว ผู้ป่วยบางคนอาจจะยังรู้สึกแสบร้อนภายในกล้ามเนื้ออยู่ ซึ่งก็แล้วแต่คน ทั้งนี้เพราะเจ้าไวรัสนั้นไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจากร่างกายนั่นเอง แต่มันถูกสะกดไว้ด้วยภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่ปรากฏอาการขึ้นมาอีกนั่นเอง

งูสวัดติดต่อทางไหน? การติดต่อของโรคงูสวัด สามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส โดยในผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสจะทำให้เกิดอีสุกอีใส และหากเคยเป็นอีสุกอีใสแล้วก็จะทำให้โอกาสที่จะเป็นโรคงูสวัดเพิ่มมากขึ้น

สำหรับการรักษาโรคงูสวัดนี้ปัจจุบันมียาที่ชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (Aciclovir) ซึ่งมีทั้งแบบวัคซีนและแบบรับประทานโดยเจ้ายาตัวนี้จะมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ วาริเซลล่า ซอสเตอร์ไวรัส ไม่ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ผู้ป่วยที่จะรับประทานยานี้หรือฉีดยานี้เข้าสู่เส้นเลือดนั้น ควรได้รับคำสั่งจากหมอก่อน ดังนั้นเมื่อเกิดเป็นโรคงูสวัดขึ้น อันดับแรกที่ควรทำคือ ไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำนั่นเองค่ะ

วิธีทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดตามวิถีเกษตรอินทรีย์

natural-manure-01-300x200ปัจจุบัน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้รับการยอมรับว่าสามารถช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น และไม่เป็นอันตรายเหมือนกับปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังสามารถทำได้เองอีกต่างหาก ปุ๋ยชีวภาพสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ

ปุ๋ยน้ำที่เกิดจากขยะเปียกต่างๆ เช่น เศษอาหาร เศษผัก เศษผลไม้ พืชสมุนไพร
ปุ๋ยที่เกิดจากการผลิตจากสัตว์ เช่นปลา หรือหอยเชอรี่

สำหรับวิธีการทำปุ๋ยชีวภาพนั้น สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1. ปุ๋ยที่เกิดจากพืชหรือขยะเปียก ขั้นแรกให้เราหาวัสดุต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ดังนี้

เศษวัสดุเหลือใช้ เช่นเศษพืช เศษผัก/ผลไม้ หรือเศษอาหาร จำนวนประมาณครึ่งถัง
กากน้ำตาลประมาณ 1 ลิตร
น้ำที่เกิดจากการหมักจุลินทรีย์จำนวน 1 ลิตร
น้ำสะอาดประมาณครึ่งถัง

เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ ครบ ให้เราเริ่มนำ น้ำสะอาดเติมลงในถัง และเติมส่วนผสมอื่นๆ เช่นหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือน้ำหมักจุลินทรีย์ พร้อมกับกากน้ำตาลลงไปผสมให้เข้ากัน ข้อแนะนำก็คือไม่ควรเติมกากน้ำตาลมากจนเกินไปเพราะจะส่งผลให้เกิดกลิ่นที่รุนแรงตามมาได้ จากนั้นเมื่อทุกอย่างเข้ากันดีแล้วให้เทส่วนผสมที่ออกมาลงในถุงปุ๋ยแล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่มประมาณ 7 วัน ก็จะได้ปุ๋ยชีวิภาพสูตรพืชตามที่ต้องการ

2. ปุ๋ยที่เกิดจากสัตว์ ขั้นแรกเราต้องเตรียมวัสดุดังต่อไปนี้

ปลา หรือหอยเชอรี่ที่ต้องการนำมาทำปุ๋ยประมาณ ครึ่งถัง
กากน้ำตาลประมาณ 1 ลิตร
น้ำที่เกิดจากการหมักจุลินทรีย์สำหรับเป็นหัวเชื้อประมาณ 1 ลิตร
น้ำสะอาดประมาณครึ่งถัง
ถังพลาสติกเปล่าๆ ที่มีฝาปิดมิดชิดพร้อมไม้สำหรับคน

เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ ครบแล้วให้เราเริ่มลงมือได้โดยการนำ ปลา หอยเชอรี่ ลงในถัง แล้วเทส่วนกากน้ำตาล น้ำหมักหัวเชื้อ น้ำสะอาดลงไปในถังเปล่าที่เตรียมไว้ จากนั้นให้ใช้ไม้คนวัสดุให้เข้ากัน แล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 1-2 เดือนโดยระหว่างการหมักนั้น ให้คนส่วนผสมต่างๆ ในถังอย่างสม่ำเสมอเพื่อเร่งหรือกระตุ้นให้เกิดการย่อยสลายได้ดีขึ้น เมื่อผ่านไปประมาณ 2 เดือนก็สามารถนำปุ๋ยหมักชีวิภาพขึ้นมาใช้งานได้

สำหรับประโยชน์คร่าวๆ ของปุ๋ยหมักทั้งสองสูตรนั้น สามารถช่วยในการกำจัดน้ำเน่าเสีย (อย่างที่เคยเห็นใช้กันในระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่) ใช้ในการบำบัดกลิ่นเหม็นต่างๆ รวมไปถึงใช้ในการทำความสะอาดคอกสัตว์หรือกิจการปศุสัตว์ นอกจากนั้นในภาคการเกษตรยังนำไปใช้งานเพื่อเร่งผลผลิตแทนปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย นับว่ามีประโยชน์รอบด้านจริงครับ ที่สำคัญยังเป็นปุ๋ยที่ผลิตขึ้นมาได้เอง โดยใช้วัสดุราคาถูกที่หาได้ทั่วไปอีกด้วย